หูตึง หมายถึงความสามารถในการรับฟังเสียงลดลง จะตึงมาก ตึงน้อย ขึ้นอยู่กับสาเหตุ คนปกติจะมีระดับการได้ยินที่ 25 เดซิเบลหรือน้อยกว่าน ส่วนคนหูตึง ระดับการได้ยินจะมีค่าสูงกว่านั้น

หูตึง เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่จะเนื่องจากปัญหาที่หูชั้นนอกหรือหูชั้นกลาง เช่น เกิดจากเป้นโรคหูน้ำหนวก หูชั้นกลางอักเสบ ขี้หูอุดตัน กระดูกในหู คือ กระดูกค้อน ทั่ง โกลน มีหินปูนมาเกาะหรือแยกหลุดออกจากกัน ทียุสเตเชียน ซึ่งเป็นท่อที่ทำหน้าที่ปรับความดังของหูชั้นกลางเกิดการ อุด ตัน และแก้วหูทะลุ เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถให้ยาหรือรักษาผ่าตัดได้  อาการหูตึงยังอาจเกิดขึ้นได้จากปัญหาที่หูชั้นใน คือประสาทหู เช่น การติดเชื้อ โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งอาจมีอาการอื่นรวมด้วย เวียนศรีษะบ้านหมุน มึนงง หรือมีเสียงดังในหู อาการหูตึงในลักษณะนี้ บางชนิดสามารถรักษาได้โดยการกินยา บางชนิดรักษาได้โดยการผ่าตัด

อารการหูตึง อาจเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย ส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานในที่ที่มีเสียงดังอยู่ตลอดเวลา หรือสัมผัสกับเสียงที่ดังเกินมาตรฐานความปลอดภัย 85 เดซิเบลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ผุ้สูงอายุมักจะมาอาการหูตึงแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน โดดยเกิดจากประสาทหูเสื่อม หูตึงจากสาเหตุนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถใช้อุปกรณ์หรือเครื่องช่วยฟังได้ โดยทั่วไปปัญหาการได้ยินในเด็กจะมีระดับความรุนแรงกว่าในผุ้ใหญ่ ปัญหาการได้ยินในเด็กจะมีระดัยที่รุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ สาเหตุของการหูตึงในเด็กส่วนมากเกิดจะมารดาติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ ทารกแรกคลอดมีน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัม ทารกมีอาการตัวเหลืองต้องเข้าตู้อบ ขาดออกซิเจนชั่วคราวขณะคลอด หรือเกิดจากกรรมพันธุ์ ที่มีญาติพี่น้องหูตึงหรือหูหนวก

เด็ก หูตึงมาแต่กำเนิด ส่วนมากจะสูญเสียการได้ยินระดับรุนแรง คือ ต้องใช้เสียงดังมากหรือตะโกนจึงจะได้ยิน แต่ถึงจะได้ยินก็จะได้ยินไม่ชัด เนื่องจากเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่แยกเสียงบกพร่อง เด็กที่หูตึงจะพูดไม่ชัด เพราะจะพูดตามเสียงที่ได้ยิน และจะพูดได้น้อยหรือมีพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าเด็กวัยเดี่ยวกัน เด็กต้องเรียนรู้การอ่านริมฝีปากประกอบกับเสียงที่ได้ยิน หรืออาจต้องใช้ท่าทางประกอบเพื่ออความเข้าใจ็กหูตึงมักจะซน รือเล่นก้าวร้าวรุนแรง เนื่องจากมีปัญหาทางการสื่อสาร

พ่อแม่ควรสังเกตุการรับฟังของเด็กตั้งแต่แรกเกิด ถ้าสงสัยว่าลูกมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ปัจจุบันมีการตรวจการได้ยินในเด็กเล็ก และสามารถใช้เครื่องช่วยฟังตั้งแต่แรกเกิด การกระตุ้นการได้ยินตั้งแต่เล็กนั้น จะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาที่ไกล้เคียงกับวัย

นอกจากนี้ ควรให้เด็กเข้ารับการฝึกพูด โดยนักแก้ไขการพูด การฝึกอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เด็กสามารถพุดได้ การที่พ่อแม่ฝึกพูดให้เด็กด้วยตัวเอง อาจได้ผลไม่ดีเท่า เนื่องจากการฝึกพูดนั้นมีเทคนิคและขั้นตแนต่างๆ โดยเฉพาะ

ส่วนการใส่ เครื่องช่วยฟัง ในเด็กโดยผุ้ไม่ชำนาญหรือหาซื้อมาใส่เองตามคำโฆษณา เด็กอาจได้เครื่องช่วยฟังที่ไม่เหมาะสม เช่น เครื่องช่วยฟังที่เบาเกินไป เด้กจะไม่ยอมใช้เครื่องช่วยฟังเพราะไม่มีประโยชน์จากการฟัง หรือเครื่องช่วยฟังที่ดักเกินไป เด็กก็จะไม่ยอมใช้เช่นกัน เนื่องจากฟังแล้วไม่สบายหูหรือปวดหู และที่สำคัญจะยิ่งทำให้เด็กสูยเสียการได้ยินมากขึ้นไปอีก

การใช้เครื่องช่วยฟังในผู้ใหญ่ก็เช่นกัน ควรพาผุ้ปวดไปตรวจวัดระดับการได้ยินก่อนว่าหูตึงมากน้อยเพียงใด และจะได้ประโยชน์จากการใช้เครื่องช่วยฟังหรือไม่ แม้ว่าปัจจุบันจะมีเครื่องช่วยฟังหลายแบบตั้งเเต่ขนาดเล็กที่ซ่อนในหูได้ อย่างแนบเนียน แบบมีโปรแกรมแยกหลายช่องการทำงาน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการรับฟังเสียงได้ดีกว่าเครื่องช่วยฟังในรุ่นก่อนๆ มาก อย่างไรก็ตาม ไม่ควรด่วนตัดสินใจซื้อตามคำโฆษณา

จากการสำรวจพบว่า คนวัย 60 ปี จะมีคนหูตึงประมาน 25% หากมีอาการรุนแรง นอกจากผลกระทบทางด้านร่างกายแล้ว ยังมีผลกระทบทางด้านจิตใจอีกด้วย เพราะทำให้ไม่สามารถสื่อสารกับคนรอบข้างได้อย่างเป็นปกติ

ความรู้พื้นซานเกี่ยวกันการทำงานของหู กูคือ เมื่อเสียงจากภายนอกผ่านรูหูเข้ามา คลื่อเสียงจะทำให้แก้วหูสั้น จังหวะการสั้นของแก้วหูจะถูกส่งผ่านจากหูชั้นกลางเข้าสู้หูชั้นใน ภายในบริเวณหูชั้นในจะมีเซลล์ขน (Hair cell) ราว 30,00 เซลล์ ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานเสียงเป้นสัญญาณไฟฟ้า แล้วส่งต่อไปยังสมอง เพื่อแแปลความหมายของสัญญาณที่ได้รับ

การสูญเสียการได้ยินเนื่องจากประสาทหูเสื่อมนั้น คลื่นเสียงสามารถเดินทางไปถึงหูชั้นในได้ แต่เซลล์ขนในหูตายไปแล้ว ดังนั้นสัญญาณต่างๆ จึงไม่สามารถเดินทางไปสู่สมองดได้ อาการหูตึงในผุ้สูงอายุ 80% มักจะเกิดจากสาเหตุนี้

ในทางการแพทย์ถือว่า เมื่อเซลล์ขนในหูของคนหมดสภาพไป ก็หมดหวังที่จะได้ยินเสียงอีก เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างเซลล์ขนขึ้นมาใหม่

 

เครดิต

http://www.dmedhearing.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539720774&Ntype=20