หูใครว่าไม่สำคัญ หูนอกจากเป็นอวัยวะที่ใช้ในการได้ยินแล้ว ยังเป็นอวัยวะที่ช่วยในการทรงตัวด้วย โรคของหูมีหลายชนิดตั้งแต่โรคของหูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน เมื่อใดมีความผิดปกติของหูเกิดขึ้น อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติดังนี้
           • หูอื้อ หรือหูตึง
           • มีเสียงดังในหู
           • มีอาการเวียนศีรษะ หรือบ้านหมุน ปวดหู
           • มีน้ำ หรือหนองไหลออกจากรูหู คันหู
           • หน้าเบี้ยว หรือใบหน้าครึ่งซีกเป็นอัมพาต

การดูแลรักษาสุขอนามัยของหู  เป็นการปฏิบัติเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติของหูเกิดขึ้น
1.ควรระวังไม่ให้น้ำเข้าหู โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นหูชั้นนอกอักเสบ น้ำที่เข้าไปในช่องหูชั้นนอก อาจทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกรำคาญต้องใช้ไม้พันสำลีเช็ดทำความสะอาด ซึ่งจะทำให้การอักเสบของหูชั้นนอกเพิ่มมากขึ้น หรือผู้ป่วยที่มีเยื่อบุแก้วหูทะลุ (เพราะน้ำที่เข้าไปจะเข้าไปสู่หูชั้นกลาง ทำให้เกิดหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันได้)สามารถป้องกันน้ำเข้าหูได้โดย เอาสำลีชุบวาสลีนอุดหู หรือใช้หมวกพลาสติก คลุมผมโดยให้ปิดถึงหู หรือใช้วัสดุอุดรูหู (ear plug)ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านกีฬาทั่วไป เป็นที่อุดหูสำหรับการว่ายน้ำหรือดำน้ำ เวลาอาบน้ำเมื่อน้ำเข้าหู ควรเอียงศีรษะเอาหูข้างนั้นลงต่ำ ดึงใบหูให้กางออก และเฉียงไปทางด้านหลัง(ปกติช่องหูจะโค้งเป็นรูปตัว “S”)ซึ่งจะทำให้ช่องหูอยู่ในแนวตรง ที่น้ำจะไหลออกมาได้ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหาน้ำเข้าหูจะหายไปทันที ไม่ควรปั่น หรือแคะหู

2.เมื่อมีการติดเชื้อในโพรงจมูก เช่น หวัด,โพรงหลังจมูก,โพรงไซนัส(ไซนัสอักเสบ)มีอาการกำเริบของโรคภูมิแพ้ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรรีบรักษาให้บรรเทาหรือให้หายโดยเร็ว เนื่องจากมีทางติดต่อระหว่างโพรงหลังจมูก และหูชั้นกลางผ่านทางท่อยูสเตเชี่ยน ถ้าเป็นโรคดังกล่าวเรื้อรัง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางหูได้ เช่น หูชั้นกลางอักเสบ,น้ำขังในหูชั้นกลาง ท่อยูสเตเชี่ยนทำงานผิดปกติ หรือแม้แต่ทำให้ประสาทหูอักเสบ เกิดภาวะประสาทหูเสื่อมเฉียบพลันได้ นอกจากนั้น
– ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรง โดยเฉพาะเอามือบีบจมูกแล้วสั่งน้ำมูก เพราะจะทำให้เชื้อโรคในช่องจมูก และไซนัสเข้าสู่หูชั้นกลางได้ง่าย
– ไม่ควรว่ายน้ำ,ดำน้ำ,เดินทางโดยเครื่องบิน หรือเดินทางขึ้นที่สูง-ต่ำอย่างรวดเร็ว(เช่น ใช้ลิฟต์)เพราะท่อยูสเตเชี่ยน ซึ่งทำหน้าที่ปรับความดันของหูชั้นกลางกับบรรยากาศภายนอกไม่สามารถทำงานได้ เป็นปกติ อาจทำให้มีอาการปวดหู,หูอื้อ,เสียงดังในหู หรือเวียนศีรษะ บ้านหมุนได้ ถ้าจำเป็นควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ เพื่อให้เกิดอาการผิดปกติดังกล่าวน้อยที่สุด

3.ควรระมัดระวังอย่าให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุกับหู หลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนบริเวณหู และบริเวณใกล้เคียง เช่น การถูกตบหู อาจทำให้เยื่อบุแก้วหูทะลุและฉีกขาด,การที่ศีรษะกระแทกกับพื้นหรือของแข็ง อาจทำให้กระดูกรอบหูแตก ทำให้ช่องหูชั้นนอกฉีกขาด,มีเลือดออกในหูชั้นกลางหรือชั้นใน,มีน้ำไขสันหลัง รั่วออกมาทางช่องหู กระดูกหูเคลื่อนทำให้การนำเสียงผิดปกติไป

4.โรคบางชนิด โดยเฉพาะเกี่ยวกับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหู อาจทำให้ประสาทหูเสื่อม เกิดหูหนวกหรือหูตึงได้ ควรใส่ใจในการดูแลรักษาโรคต่าง ๆ เหล่านี้ให้ดี เช่น โรคหวัด,โรคหัด,คางทูม,เบาหวาน,โรคไต,โรคไขมันในเลือดสูง,โรคความดันโลหิต สูง,โรคกรดยูริกในเลือดสูง,โรคโลหิตจาง,โรคเลือด และควรระวังปัจจัยบางชนิดที่อาจทำให้ประสาทหูเสื่อมเร็วกว่าปกติ เช่น เครียด,วิตกกังวล,พักผ่อนไม่เพียงพอ,การสูบบุหรี่(สารนิโคติน),รับประทาน อาหารเค็ม เครื่องดื่มบางประเภทที่มีสารกระตุ้นประสาท เช่น กาแฟ,ชา,น้ำอัดลม(สารคาเฟอีน)พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงประสาทหู