5.หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเสียงดังเป็นระยะเวลานาน ๆ(เสียง ในสถานเริงรมย์,โรงงานอุตสาหกรรม)เสียงดังมาก ๆ ในระยะเวลาสั้นๆ(เสียงปืน,เสียงประทัด)เพราะจะทำให้ประสาทหูค่อย ๆ เสื่อมลงทีละน้อย หรือเสื่อมแบบเฉียบพลันได้ ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียงดัง เช่น ที่อุดหู(ear plug)หรือที่ครอบหู(ear muff)

6.ก่อนใช้ยาทุกชนิดไม่ว่าจะฉีด รับประทาน หรือหยอดหู ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรเสมอ เพราะยาบางชนิด เช่น ยาต้านจุลชีพ (aminoglycoside),ยาแก้ปวด (aspirin)หรือยาขับปัสสาวะ บางชนิดอาจมีพิษต่อประสาทหูและประสาททรงตัว อาจทำให้ประสาทหูเสื่อมหรือเสียการทรงตัวได้ ผู้ป่วยอาจแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยาหยอดหูได้

7.ขี้หู เป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อหล่อเลี้ยงให้หูชั้นนอกชุ่มชื้น และป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรีย และป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องหู โดยธรรมชาติขี้หูจะถูกขับออกมาเองจากช่องหู ไม่จำเป็นต้องแคะหู ถ้ามีขี้หูอุดตันมากจนทำให้หูอื้อ ควรปรึกษาแพทย์ หู คอ จมูก บางคนที่มีปัญหาขี้หูเปียกและออกมาจากช่องหูมาก อาจใช้ยาละลายขี้หูหยอดในหูเป็นประจำ เพื่อทำการล้างขี้หู(อาจใช้เพียงอาทิตย์ละครั้ง ถ้าไม่มีปัญหาอาจห่างออกไปเป็น 2,3,4 อาทิตย์ หยอด 1 ครั้ง)ซึ่งจะช่วยลดการอุดตันของขี้หูในช่องหูชั้นนอกได้ อาจทำความสะอาดช่องหูโดยใช้ไม้พันสำลีชุบน้ำสะอาดให้ชุ่ม และเช็ดบริเวณปากรูหูออกมา ไม่ควรแหย่ไปลึกกว่านั้น

8.เมื่อมีอาการผิดปกติทางหู เช่น หูอื้อ,มีเสียงดังในหู,มีอาการเวียนศีรษะหรือบ้านหมุน,ปวดหู,มีน้ำหรือหนอง ไหลออกจากรูหู,คันหู,หน้าเบี้ยว หรือใบหน้าครึ่งซีกเป็นอัมพาต ควรรีบปรึกษาแพทย์ หู คอ จมูก